National Innovation Awards Winners

ผลงานที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ

Back
National Innovation Award 2017

รางวัลชมเชย ด้านเศรษฐกิจ ประจำปี 2017

โครงการนวัตกรรม
Red Supersweet Sweet Corn Hybrid Variety "SiamRubyQueen" : The First Red Supersweet Sweet Corn in the World
ผู้เสนอผลงาน
Rawikarn Pulam
บริษัท สวีทซีดส์ จำกัด
ความเป็นนวัตกรรม

บริษัทสวีทซีดส์ จำกัด ได้ทำการทดลองปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดทุกชนิดมานานกว่า 20 ปี โดยมุ่งมั่นและทุ่มเทที่จะสร้างพันธุ์ข้าวโพดต่าง ๆ ที่มีลักษณะเด่นและแปลกใหม่อยู่เสมอ นับตั้งแต่พันธุ์ ATS-2 ของบริษัทฯ ได้เปิดตลาดอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานไทยขึ้นเป็นครั้งแรก จนไปถึงพันธุ์ ATS-5 และ Wan54, Wan56, Wan1351 ซึ่งเป็นที่นิยมมาเป็นเวลายาวนาน ความมุ่งมั่นและทุ่มเทนี้เองที่ทำให้ทางบริษัทฯ มีแนวทางจะสร้างข้าวโพดหวานแบบใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฎที่ใดมาก่อนในโลก โดยเริ่มโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2553 ในช่วงเวลานั้นทางบริษัทฯ ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวสีแดงขึ้นเป็นพันธุ์แรกในประเทศไทย โดยจดทะเบียนการค้าภายใต้ชื่อพันธุ์ "ทับทิมสยาม" และพันธุ์ทับทิมสยามนี้มีสีแดงที่สดและสวยงามมากในชั้นเปลือกหุ้มเมล็ด จากการผลิตสารแอนโธไซยานินในปริมาณมากในชั้นเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งสารแอนโธไซยานินนี้นอกจากจะทำให้เกิดสีสวยงามแล้ว ยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ประสิทธิภาพสูงอีกด้วย จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจว่า ลักษณะการแสดงออกของสีในชั้นเปลือกหุ้มเมล็ดนั้นน่าจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางอาหารเมื่ออยู่ในข้าวโพดประเภทอื่น ๆ เช่นกันโดยเฉพาะข้าวโพดหวานประเภทข้าวโพดหวานพิเศษ ซึ่งในขณะนั้น เป็นที่ยอมรับกันในทางวิชาการว่า ข้าวโพดหวานจำพวกข้าวโพดหวานพิเศษอันเป็นข้าวโพดหวานคุณภาพสูงที่นิยมปลูกเป็นหลักในการเกษตรกรรมของประเทศไทยนั้นไม่สามารถสร้างสีกลุ่มสีม่วงแดงได้ เนื่องจากยีนความหวานหลัก ๆ ที่ใช้ ได้แก่ยีน brittle1 และ shrunken2 นั้น มีความเชื่อมโยงทางพันธุกรรม (genetic linkage) ที่ใกล้ชิดมากกับยีนanthocyaninless2 และ anthocyaninless1 อันเป็นยีนที่ยับยั้งการสร้างสารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นรงควัตถุสีม่วงและแดงในพืช ทางบริษัทฯ ได้ทำการปรึกษากับ Dr. James L. Brewbaker อาจารย์ภาควิชา Plant Breeding and Genetics จากมหาวิทยาลัย University of Hawaii ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เป็นนักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานที่มีชื่อเสียง และเป็นผู้รับรางวัล President's Lifetime Achievement Award จาก The American Society of Plant Breeding ว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างพันธุ์ข้าวโพดหวานพิเศษสีแดงหรือไม่ และได้คำตอบกลับมาเช่นเดียวกันกับผลที่ได้จากตรวจเอกสาร คือ "เป็นไปไม่ได้" แต่กระนั้น ทางบริษัทฯ ก็ยังไม่ล้มเลิกแนวคิดที่จะนำลักษณะการแสดงออกของสีแดงในเปลือกหุ้มเมล็ดข้าวโพดมาใช้ในข้าวโพดหวาน และได้ทำการศึกษาการกระจายตัวและการแสดงออกของยีนสีแดงในสายพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว และความหลากหลายทางพันธุกรรมของข้าวโพดหวานพิเศษในบริษัท จนได้ประเมินว่า ความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมจุดนี้น่าจะสลายได้จากการใช้สายพันธุ์ที่มีอยู่ ทางบริษัทฯ จึงได้เริ่มทำการทดลองผสมและสร้างสายพันธุ์ต่าง ๆ เป็นโครงการข้าวโพดหวานพิเศษสีแดง โดยใช้วิธีการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม (conventional breeding) ซึ่งไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม นับแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา โดยใช้ทั้งการ backcross breeding และ recurrent selection จากสายพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวสีแดงและข้าวโพดหวานพิเศษกลุ่ม brittle1 จนได้สำเร็จเป็นพันธุ์ข้าวโพดหวานพิเศษลูกผสมสีแดงเป็นพันธุ์แรก ในปี พ.ศ. 2555 หลังจากนั้นทางบริษัทฯ ได้ทำการทดสอบพันธุ์เพื่อยืนยันความสม่ำเสมอในการแสดงออกของสีและคุณภาพในการปลูกและการรับประทานต่อมาเป็นเวลาอีก 3 ปีและในปี พ.ศ. 2558 จึงได้นำมาทดสอบผลผลิตและจดทะเบียนการค้าในชื่อ SiamRubyQueen หรือ ราชินีทับทิมสยาม โดยจดทะเบียนการค้าในนามบริษัท วิจัยพัฒนาพันธุ์พืชไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสำหรับผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเครือเดียวกันกับบริษัทสวีทซีดส์ จำกัด และเริ่มวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2559 Sweet Seeds, Co. Ltd. has been conducting corn breeding research and developing new varieties for domestic and global markets for more than 20 years. We have constantly strived for innovation and novelty in our products, which in the past have included the award-winning ATS-2 and the highly popular ATS-5 and Wan54 varieties as well as a number of varieties licensed to other companies under their brands. We have never wavered from our focus on innovation, and it was this focus that inspired us to create a new corn variety unlike any that had been seen before anywhere in the world, starting the project in 2010. At the time, Sweet Seeds, Co. Ltd. had just successfully developed Thailand's first red waxy corn variety, registered under the name 'Tabtim Siam'. This variety is notable for its vivid, beautiful red color with high levels of anthocyanin synthesis concentrated in the aleurone layer of the kernel. Anthocyanins not only result in a beautiful color but also has high levels of antioxidant activity, which present market potential and consumer benefits for both health and aesthetic standpoints. The color and the high level of anthocyanin gave us the inspiration to explore the possibility of further applications for red color in vegetable corn, especially supersweet sweet corn. At the time, it was academically accepted that the supersweet type of sweet corn, which is the primary type of corn sold in Thailand and much of the world, could not be conventionally made to produce red or purple colors due to the close linkage of the brittle1 and shrunken2 sweetness genes to anthocyaninless2 and anthocyaninless1, which are genes that prevent the synthesis of anthocyanin pigments responsible for giving a plant tissue its purple or red color. We consulted with Dr. James L. Brewbaker, professor of Plant Breeding and Genetics at the University of Hawaii, United States of America, renowned plant breeder and recipient of the President's Lifetime Achievement Award from the American Society of Plant Breeding, regarding the possibility of developing a supersweet sweet corn variety. The answer we received was the same as the one suggested by our prior research : "No." We decided not to give up regardless and continued to pursue red color expression in the kernel of supersweet sweet corn. We began by assessing the pattern of genetic expression for red and purple colors in our waxy corn germplasm and the genetic diversity available in our supersweet sweet corn germplasm, and concluded that it was possible to break the genetic linkage using the germplasm in the company assets. We started a conventional breeding program using backcross breeding and recurrent selection with a number of red waxy corn inbred lines and brittle1 sweet corn inbred lines in 2010, which resulted in the successful creation of the first red supersweet sweet corn hybrid variety in 2012. We continued to conduct field tests for viability and stability of expression for three more years and, after all field trials went well, registered the variety under the name 'SiamRubyQueen' in 2015 through our affiliated company, Thai Seed Research Co., Ltd., as it is responsible for the production and distribution of Sweet Seeds products under the plant variety registration laws of Thailand. SiamRubyQueen was sold commercially for the first time in 2016.

ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ

ข้าวโพดหวานถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตของตลาดสูง โดยการส่งออกข้าวโพดหวานแปรรูปของประเทศไทยได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ทางบริษัท สวีทซีดส์ จำกัด ได้สร้างข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ ATS-2 ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2531 และสร้างรายได้ให้กับประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ จนมีการส่งออกเป็นปริมาณมากกว่า 7000 ล้านบาท เป็นผู้ส่งออกข้าวโพดหวานแปรรูปที่มีปริมาณการส่งออกมากเป็นอันดับที่ 1 มากกว่าประเทศฮังการี ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา และมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศฝรั่งเศส จากที่ประเทศไทยไม่มีการผลิตและส่งออกข้าวโพดหวานเลยก่อนหน้าพ.ศ. 2531

ในเวลาปัจจุบัน การประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจโดยองค์รวมของข้าวโพดหวานพิเศษลูกผสมสีแดงนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากข้าวโพดหวานพิเศษลูกผสมสีแดงเป็นข้าวโพดหวานลูกผสมชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก และยังวางจำหน่ายได้เป็นเวลาไม่นาน โดยเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2559 แต่กระนั้นก็ยังสามารถเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจได้บ้างแล้ว เนื่องจากข้าวโพดหวานพิเศษสีแดงนั้นเป็นที่สนใจของตลาดมาก และมีราคาขายฝักสดสูงกว่าข้าวโพดหวานสีเหลืองอย่างมีนัยสำคัญ

จากการตรวจสอบตลาด พบว่า เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหวานพิเศษลูกผสมสีแดงนั้นสามารถขายข้าวโพดหวานฝักสดได้ในราคาถึง 30 บาทต่อฝัก ในขณะที่ข้าวโพดหวานสีเหลืองมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น หรือประมาณ 2-3 บาทต่อฝัก และเกษตรกรยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตได้อีกด้วยการแปรรูปเบื้องต้น ทำน้ำนมข้าวโพด หรือบรรจุหีบห่อใหม่ให้สวยงาม ซึ่งสามารถเพิ่มราคาผลผลิตได้ถึง 150 บาทต่อหีบห่อโดยแต่ละหีบห่อบรรจุข้าวโพดประมาณ 3 ฝัก หรือคือเพิ่มราคาขายได้เป็นฝักละ 50 บาทนั่นเอง โดยที่ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นจากข้าวโพดหวานสีเหลืองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหากเกษตรกรนำไปแปรรูป ก็ยังจะนำส่วนอื่นของฝักข้าวโพดไปใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย เช่น นำไหมข้าวโพดทำเป็นชาไหมข้าวโพด
เป็นต้น เป็นการสร้างช่องทางในการเพิ่มรายได้ในกับเกษตรกรอย่างชัดเจน ทำให้เกษตรกรสามารถสร้างกำไรสูงขึ้นได้มากแม้จะมีพื้นที่ในการปลูกไม่มากนักก็ตาม เช่น เกษตรกรใน "โครงการการพัฒนาเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดหวานในพื้นที่ฟาร์มขนาดเล็กให้เป็น Smart farmers" หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อโครงการ "5 ไร่รอด" ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการยอมรับและทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักนายกรัฐมนตรี (สกว.) โดยมี คุณเจษฎา นิตยาจารเป็นผู้ดำเนินโครงการ

ขณะนี้ทางบริษัทฯ ได้รับการติดต่อจากบริษัทเอกชนต่าง ๆ จากหลายประเทศเพื่อนำข้าวโพดหวานพิเศษสีแดงพันธุ์ SiamRubyQueen ไปวางจำหน่าย เช่น ประเทศจีน เวียตนาม มาเลเซีย เมียนมาร์ และอินโดนีเซีย แต่เนื่องจากความต้องการใช้เมล็ดภายในประเทศไทยเองนั้นยังสูงมาก จนทางบริษัทฯ เองยังไม่สามารถเพิ่มการผลิตให้ทันต่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าภายในประเทศได้หมด ทางบริษัทฯ จึงมุ่งเน้นไปที่การจำหน่ายเมล็ดภายในประเทศก่อน เพื่อให้เกษตรกรภายในประเทศมีโอกาสได้ปลูกพืชตามที่ต้องการและเพื่อขยายตลาดภายในประเทศ และคาดว่าเมื่อทางทางบริษัทฯ สามารถทำการผลิตเพิ่มเติมสำหรับต่างประเทศได้แล้ว จะทำให้เกิดส่วนตลาดใหม่ขึ้นในระดับสากล และเพิ่มประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้รับจากข้าวโพดหวานพิเศษสีแดงพันธุ์ SiamRubyQueen ขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน


Sweet corn is a crop with high economic potential and high economic growth. Processed sweet corn exports have continuously grown since Sweet Seeds' award-winning ATS-2 first created the domestic market in 1988, steadily increasing national income. Thailand's processed sweet corn industry is worth 7,000 million baht as of 2016, and we have become the world's number one exporter of sweet corn, with a higher export volume than Hungary, France and the United States, and the value of our sweet corn industry is second only to France. It speaks for the industry's rapid growth, as Thailand had no large-scale sweet corn production or sweet corn exports prior to 1988.

At present, it is difficult to assess the overall economic impact of red supersweet sweet corn, as it is a new variety of corn not seen before in the world and has only been in the market for a short time. Production and sales started in 2016, which is a short time to fully estimate the economic impact, but non-macroscale economic benefits can already be observed. There is a high level of interest for red supersweet sweet corn in the market, and sales price for fresh ears are significantly higher than that of yellow-kernel sweet corn.

From our market research, we find that farmers growing SiamRubyQueen can sell fresh ears at the price of 30 baht per ear, while yellow-kernel sweet corn sell for only 7-8 baht per kilogram or 2-3 baht per ear. Farmers are also able to add further value to their products by adding consumer-convenient and attractive packaging, conducting basic processing procedures, or making corn milk out of the seeds. Repackaged corn can sell for as much as 150 baht per a three-ear package, or 50 baht per ear, with only a marginally higher cost of production than that of yellow-kernel sweet corn. Should the farmer produced processed goods with the corn, they can also use more than the kernels to create new products, such as tea made from the corn silk. All of this provides a clear and viable option to increase farmers' income. It allows the farmer to earn greater profits even with smaller available land, as is evident in the Development of Small Scale Sweet Corn Farmers To be the Smart Farmers Project, which is conducted with funding from The Thailand Research Fund (TRF) by Jesada Nittayajarn.

Sweet Seeds Co., Ltd., has also been contacted by private enterprises from many countries for SiamRubyQueen licensing, such as China, Vietnam, Malaysia, Myanmar and Indonesia, but as domestic demand remains very high and we are as of this date unable to completely fulfill said domestic demand, we have decided to prioritize our domestic clients first. In doing this, it is our intention to give domestic farmers the chance to grow the crop they desire and grow the domestic market before we expand to international scale. We fully expect an international market to emerge once we move towards international production capacity, and that the economic benefits to Thailand will also grow as a result.